การปลูกผมที่มีมาตรฐาน ไม่ได้วัดกันเพียงว่า “ปลูกแล้วผมขึ้นหรือไม่” แต่ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินคนไข้ก่อนปลูก ความปลอดภัยระหว่างทำหัตถการ การป้องกันภาวะแทรกซ้อน การควบคุมการติดเชื้อ การเลือกเทคนิคปลูกผม ไปจนถึงการดูแลหลังปลูกผมให้เหมาะกับแต่ละคน ที่ BEQ Hair Clinic เราจึงให้ความสำคัญกับมาตรฐานการดูแลคนไข้ในทุกขั้นตอน เพื่อสร้างมาตรการการรักษาที่ดีที่สุดให้กับคนไข้
และหลายแนวทางไม่ได้เกิดขึ้นจากตำราหรือทฤษฎี แต่พัฒนามาจาก ประสบการณ์ในการดูแลคนไข้จริง จนกลายเป็น Protocol และ Workflow ที่ทีมแพทย์ของเราใช้ในการทำงานจริง
ด้วยเป้าหมายของ BEQ ที่ต้องการมีส่วนร่วมในการ ยกระดับมาตรฐานการปลูกผมให้ดีและปลอดภัยยิ่งขึ้น การที่แพทย์ของเราได้รับโอกาสให้นำประสบการณ์เหล่านี้ไปแบ่งปันในงานประชุมปลูกผมนานาชาติ จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับแพทย์และบุคลากรด้านการปลูกผมจากนานาประเทศ

โดย พญ.พิชชาภา ปรารภกุล และ นพ.ดนัย ธรรมภิบาล ได้รับโอกาสให้นำองค์ความรู้และประสบการณ์จากการดูแลคนไข้จริง ไปนำเสนอในงาน ISHRS World Congress 2025 ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นงานประชุมระดับนานาชาติด้าน Hair Restoration ที่มีทั้งแพทย์และบุคลากรด้านการปลูกผมจากหลายประเทศเข้าร่วม
โดย พญ.พิชชาภา ได้รับเลือกให้นำเสนอถึง 2 หัวข้อ
- Advanced Infection Control Strategies for Hair Transplantation in HIV-Positive Patients : A Detailed Protocol for Safe Practice
- The Faint Factor : Recognizing and Preventing Vasovagal in Hair Transplant Procedures
โดยทั้งสองหัวข้อได้รับความสนใจอย่างสูงจากแพทย์และผู้ช่วยแพทย์จากทั่วโลก โดยเฉพาะในประเด็นการป้องกันภาวะเป็นลมขณะทำหัตถการ และแนวทางควบคุมการติดเชื้อในผู้ป่วยกลุ่มเฉพาะ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการปลูกผมระดับโลก
ขณะที่ นพ.ดนัย ได้รับเลือกให้นำเสนอเป็น Poster Presentation ในหัวข้อ “Implanting the Grafts with Implanters in Long Hair FUE”
ซึ่งเป็นการต่อยอดเทคนิคการปลูกผมแบบ Long Hair FUE ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการใช้เครื่องมือ Implanter เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ความปลอดภัย และผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ
ทั้ง 3 เรื่องมีความแตกต่างกันก็จริง แต่มีจุดร่วมเดียวกัน คือ ทั้งหมดเป็นองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่ทีมแพทย์ BEQ นำมาใช้จริงในการดูแลคนไข้ ก่อนถูกนำไปถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนกับบุคลากรด้านการปลูกผมจากนานาประเทศ
เรื่องที่ 1 การป้องกันและรับมือภาวะหน้ามืดหรือเป็นลมระหว่างปลูกผม
หัวข้อแรกที่ พญ.พิชชาภา นำเสนอ เป็นเรื่องของการป้องกันและรับมือกับอาการหน้ามืดหรือเป็นลมที่อาจเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการปลูกผม
เรื่องนี้อาจดูเหมือนเป็นภาวะแทรกซ้อนเล็ก ๆ แต่ในทางปฏิบัติ หากเกิดขึ้นระหว่างการทำหัตถการ ทีมต้องสามารถสังเกตอาการ ประเมินสถานการณ์ และจัดการได้อย่างเหมาะสมทันท่วงทีเพื่อให้คนไข้ปลอดภัยมากที่สุด
ทำไมคนไข้จึงอาจหน้ามืดหรือเป็นลมระหว่างปลูกผม?
พญ.พิชชาภาอธิบายว่า คนไข้ที่เข้ามาในห้องผ่าตัดอาจมีปัจจัยกระตุ้นหลายอย่าง เช่น
- ความกังวลหรือความเครียดจากการทำหัตถการ
- ความกลัวเข็ม กลัวเลือด กลัวเจ็บ
- อุณหภูมิในห้องที่ร้อนหรือเย็นจนรู้สึกไม่สบายตัว
- การกลั้นปัสสาวะ
- การลุก นั่ง หรือเปลี่ยนท่าเร็วเกินไป
เมื่อมีปัจจัยกระตุ้นบางอย่าง อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจและการขยายตัวของหลอดเลือด ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง และเลือดไปเลี้ยงสมองลดลงชั่วขณะ จนนำไปสู่อาการเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลมได้
ไม่ต้องรอให้ “เป็นลม” เพราะร่างกายอาจส่งสัญญาณมาก่อน
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกนำไปแชร์ คือการสังเกตอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้น คนไข้อาจแสดงสัญญาณ เช่น เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หน้าซีด ใจสั่น รู้สึกเบลอ หรือมีอาการผิดปกติหลังเปลี่ยนท่า
นอกจากการสังเกตอาการของคนไข้โดยตรงแล้ว ยังสามารถติดตามความเปลี่ยนแปลงผ่านการ Monitor Vital Signs และชีพจรระหว่างการทำหัตถการได้อีกด้วย
เป้าหมายคือเพื่อความผิดปกติให้เร็ว และเข้าไปจัดการก่อนที่อาการจะพัฒนาไปถึงขั้นเป็นลม
การเปลี่ยนท่าเป็นอีกช่วงที่ต้องระวัง
ระหว่างกระบวนการปลูกผม คนไข้อาจต้องมีการเปลี่ยนท่าหรือลุกขึ้นระหว่างขั้นตอน
พญ.พิชชาภาจึงเน้นว่า ไม่ควรให้คนไข้เปลี่ยนจากท่านอนเป็นยืนทันที โดยเฉพาะหากเริ่มมีอาการเวียนศีรษะ แนวทางคือให้คนไข้ ค่อย ๆ เปลี่ยนท่าทีละขั้น จากนอน → นั่ง → ประเมินอาการ → แล้วจึงค่อยยืน
หากประเมินแล้วว่าคนไข้มีความเสี่ยง ทีมควรอยู่ใกล้ชิดขณะเดินหรือไปห้องน้ำ เพื่อป้องกันการล้มและอุบัติเหตุหากเกิดอาการหน้ามืดขึ้นมา
เมื่อเริ่มมีอาการ ต้องให้ร่างกายกลับสู่ภาวะที่พร้อมก่อน
หากคนไข้เริ่มมีอาการ แนวทางที่นำมาแชร์ยังครอบคลุมถึงการพัก การให้คนไข้จิบน้ำหวานหรือรับประทานอาหารที่ย่อยง่ายเพื่อให้รู้สึกสดชื่นขึ้น รวมถึงการติดตามอาการและสัญญาณชีพ
และหากเกิดเหตุการณ์ที่จำเป็นต้องจัดการทันที ยังมีการพูดถึงการจัดท่า Trendelenburg เพื่อช่วยในการดูแลคนไข้ที่มีอาการ
ท่า Trendelenburg คือท่านอนหงายบนเตียง โดยปรับให้ส่วนลำตัวและศีรษะอยู่ต่ำกว่าระดับปลายเท้าลงไปประมาณ 15–30 องศา เพื่อช่วยให้เลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจและสมองได้ดีขึ้น
สิ่งสำคัญคือ หากคนไข้มีความเสี่ยงหรือยังมีอาการอยู่ ไม่ควรรีบกลับเข้าสู่ขั้นตอนการปลูกผมส่วนต่อไป ทีมต้องประเมินจนมั่นใจว่าอาการดีขึ้นและสัญญาณชีพเหมาะสมก่อน จึงพิจารณาดำเนินการต่อ
แม้แต่บรรยากาศในห้องผ่าตัดก็เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลคนไข้
รายละเอียดอีกเรื่องที่น่าสนใจ คือการลดความเครียดของคนไข้ตั้งแต่แรก
เสียงอุปกรณ์ เสียง Monitor หรือบรรยากาศของห้องผ่าตัดอาจทำให้บางคนรู้สึกกังวลมากขึ้น การสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เช่น การเปิดเพลงที่เหมาะกับคนไข้ จึงเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ช่วยลดความตึงเครียดระหว่างทำหัตถการได้
สิ่งเหล่านี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า ความปลอดภัยของคนไข้ไม่ได้เริ่มเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน แต่เริ่มจากการออกแบบระบบเพื่อลดโอกาสที่จะเกิดเหตุตั้งแต่แรก

เรื่องที่ 2 แนวทางปลูกผมให้กับคนไข้ HIV
หัวข้อที่สองของ พญ.พิชชาภา เป็นอีกประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือการปลูกผมในผู้ป่วย HIV
ในหัวข้อนี้มีทั้งมิติของ ความเท่าเทียมในการเข้าถึงการรักษา และ มาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์
หลักคิดสำคัญคือ ผู้ที่มี HIV ไม่ควรถูกปฏิเสธการรักษาเพียงเพราะมีเชื้อ HIV แต่ผู้ให้บริการทางการแพทย์ควรต้องมี Protocol ที่เหมาะสมเพื่อดูแลความปลอดภัยของทุกฝ่าย
ขั้นตอนที่ 1 Screening ตั้งแต่ก่อนเข้าห้องปลูกผม
กระบวนการเริ่มต้นจาก การซักประวัติและการตรวจเลือดก่อนปลูกผม
ทีมแพทย์จะประเมินโรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ และข้อมูลสุขภาพที่เกี่ยวข้อง รวมถึง Screening ภาวะติดเชื้อที่อาจเกี่ยวข้องกับการทำหัตถการ เช่น HIV, Syphilis, Hepatitis B และ Hepatitis C
จุดประสงค์ไม่ใช่เพียงการค้นหาโรค แต่เพื่อให้ทีมทราบข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวางแผนการรักษาและเตรียมมาตรการป้องกันได้อย่างเหมาะสม
ขั้นตอนที่ 2 ประเมินว่า HIV ถูกควบคุมดีเพียงใด
ใน Transcript มีการกล่าวถึงตัวชี้วัดสำคัญ 2 ตัว ได้แก่ CD4 และ Viral Load
พญ.พิชชาภาอธิบาย CD4 ในภาษาที่เข้าใจง่ายว่า เปรียบเสมือน “ทหาร” ของระบบภูมิคุ้มกัน ยิ่งมีจำนวนเหมาะสม ก็ยิ่งสะท้อนความพร้อมของระบบภูมิคุ้มกัน โดยปกติแล้วคนไข้ควรมีค่า CD4 มากกว่า 500
ส่วน Viral Load คือสิ่งที่สะท้อนปริมาณเชื้อ HIV ในร่างกาย ยิ่งสามารถควบคุมให้อยู่ในระดับต่ำได้มากเท่าใด ก็ยิ่งเป็นผลดี โดยค่า Viral Load ของคนไข้ควรอยู่ในระดับ ต่ำกว่า 20 หรือระดับที่ตรวจไม่พบเชื้อ
ดังนั้น การตัดสินใจไม่ได้ดูเพียงคำว่า “HIV Positive” หรือ “HIV Negative” แต่ต้องดูว่า คนไข้ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ภูมิคุ้มกันเป็นอย่างไร และสามารถควบคุมปริมาณเชื้อได้แค่ไหน
ขั้นตอนที่ 3 เตรียม Medical Team ให้พร้อม
เนื่องจากการปลูกผมมีการสัมผัสเลือด การดูแลคนไข้จึงต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมการติดเชื้อ และมาตรการป้องกันสากล
ในเนื้อหาที่นำไปแชร์ มีรายละเอียดตั้งแต่การเตรียมแพทย์และผู้ช่วยแพทย์ การใช้อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม ไปจนถึงการลดโอกาสสัมผัสเลือดระหว่างทำหัตถการ เช่น การใช้ชุดป้องกันสำหรับทีมที่สามารถจัดการทิ้งอย่างเหมาะสมหลังใช้งาน เพื่อจำกัดการสัมผัสกับเลือด
ขั้นตอนที่ 4 การจัดการอุปกรณ์และห้องผ่าตัด
อีกองค์ประกอบคือการจัดการอุปกรณ์ที่ใช้ระหว่างปลูกผม เช่น การเลือกใช้อุปกรณ์เก็บกราฟต์ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้กระบวนการเก็บกราฟต์ดำเนินไปได้ดี ลดการบาดเจ็บและเลือดออกโดยไม่จำเป็น
หลังการปลูก ยังให้ความสำคัญกับการดูแลให้แผลสมานตัวและปิดได้เร็ว เพื่อลดปัจจัยที่อาจนำไปสู่การอักเสบหรือติดเชื้อหลังทำหัตถการ
ที่ BEQ แนวทางเหล่านี้ถูกนำมาพัฒนาเป็นกระบวนการดูแลสำหรับคนไข้กลุ่มนี้โดยเฉพาะ ภายใต้โปรแกรมที่ชื่อว่า DHIV
หัวใจสำคัญคือการมี Protocol ตั้งแต่ก่อนปลูก ระหว่างปลูก จนถึงหลังปลูก ที่คำนึงถึงภาวะสุขภาพของคนไข้และความปลอดภัยของทุกคนที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่ 3 ปลูกผมแบบ Long Hair โดยมองไปถึง “ชีวิตของคนไข้หลังปลูกเสร็จ”
สำหรับ นพ.ดนัย ผลงานที่ได้รับเลือกให้นำเสนอในรูปแบบ Poster Presentation เกี่ยวข้องกับการปลูกผมแบบ Long Hair
จุดเริ่มต้นของหัวข้อนี้มาจากข้อสังเกตว่า เทคนิค Long Hair ที่ไม่ตัดหรือโกนเส้นผม ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้แพร่หลายในบางประเทศ ทั้งที่ในประเทศไทยมีคนไข้จำนวนไม่น้อยที่ต้องการทางเลือกดังกล่าว
เหตุผลสำคัญไม่ได้มีเพียงเรื่องความสวยงาม แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ Lifestyle และข้อจำกัดในการใช้ชีวิตของคนไข้
ทำไมต้อง Long Hair ในเมื่อผมที่ปลูกก็มีโอกาสร่วง?
นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่เกิดขึ้นจริงในวงการ เพราะหลังการปลูกผม เส้นผมที่ปลูกอาจเข้าสู่ช่วงหลุดร่วงก่อนที่เส้นผมใหม่จะค่อย ๆ งอกขึ้นมา ดังนั้น หากมองเฉพาะผลลัพธ์ระยะยาว บางคนจึงตั้งคำถามว่า
“แล้วทำไมต้องเพิ่มความยุ่งยากด้วยการปลูกแบบ Long Hair ในเมื่อสุดท้ายก็ต้องรอผมงอกใหม่เหมือนกัน?”
คำตอบของ นพ.ดนัย คือ ต้องมองมากกว่า “ความสะดวกของแพทย์” เพราะสำหรับคนไข้ ช่วงเวลาหลังการปลูกผมก็เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาเช่นกัน
คนไข้บางคนไม่สามารถตัดโกนผมได้เลยแม้แต่น้อย เพราะยังต้องทำงาน พบลูกค้า เข้าสังคม ออกกล้อง หรือดำเนินชีวิตตามปกติ
ดังนั้น Long Hair จึงมีคุณค่าที่ช่วย รักษาภาพลักษณ์ของคนไข้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ไว้ให้ได้มากที่สุด

คนไข้กลุ่มไหนที่ Long Hair มีความหมายเป็นพิเศษ?
กลุ่มแรกที่เห็นความต้องการชัดเจนคือ ผู้หญิง
สำหรับคนที่ไว้ผมยาวมาหลายปี การต้องโกนหรือตัดผมเพื่อปลูกผมอาจเป็นข้อจำกัดสำคัญ และบางคนอาจไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเลย
อีกกลุ่มคือผู้ที่มีหน้าที่การงานหรือ Lifestyle ซึ่งให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ เช่น ผู้บริหาร บุคคลที่ต้องพบปะผู้คน นักแสดง นายแบบ และ Influencer
บางคนอาจมีข้อผูกพันทางอาชีพที่ต้องรักษาภาพลักษณ์เดิม การโกนผมจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความสวยงาม แต่อาจกระทบกับงานและชีวิตประจำวันโดยตรง
จากสิ่งที่ทำทุกวันใน BEQ สู่การแบ่งปันบนเวทีนานาชาติ
สิ่งที่เชื่อมโยงทั้ง 3 หัวข้อจาก ISHRS World Congress 2025 เข้าด้วยกัน คือทุกเรื่องไม่ได้เริ่มต้นจากความต้องการสร้างหัวข้อเพื่อนำไปพูดในงานประชุม แต่เริ่มต้นจาก สิ่งที่ปฎิบัติต่อคนไข้จริงๆ
เราจะป้องกันอย่างไร หากคนไข้มีความเสี่ยงต่อการหน้ามืดหรือเป็นลมระหว่างปลูกผม?
เราจะสร้างระบบอย่างไร เพื่อให้ผู้ที่มีเชื้อ HIV สามารถเข้าถึงการปลูกผมภายใต้การประเมินและมาตรการที่เหมาะสม?
และเราจะพัฒนาเทคนิคอย่างไร หากคนไข้ต้องการแก้ปัญหาผมบาง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์หรือโกนผมได้?
เมื่อปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นในชีวิตจริง จึงนำไปสู่การพัฒนา Protocol และ Workflow ในการดูแลคนไข้ เมื่อสิ่งเหล่านี้กลายเป็นประสบการณ์ที่สามารถถ่ายทอดได้ BEQ จึงนำออกไปแบ่งปันกับแพทย์และบุคลากรจากประเทศอื่น ๆ บนเวที ISHRS

การพัฒนาวงการปลูกผม ไม่ควรเกิดจากการเก็บองค์ความรู้ไว้เพียงภายในคลินิกใดคลินิกหนึ่ง
แต่เกิดจากการที่แพทย์สามารถ เรียนรู้จากกันและกัน แบ่งปันสิ่งที่ทำได้ดี แลกเปลี่ยนปัญหาที่พบ และช่วยกันพัฒนามาตรฐานให้สูงขึ้น
สำหรับ BEQ การได้รับเลือกให้นำเสนอผลงานในงาน ISHRS World Congress 2025 จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการขึ้นเวทีระดับนานาชาติ หรือการมีชื่อของแพทย์ไทยอยู่ในงานประชุมระดับโลก
แต่คุณค่าที่สำคัญกว่านั้น คือการที่ องค์ความรู้จากการดูแลคนไข้จริงในประเทศไทย สามารถถูกนำไปแลกเปลี่ยนกับวงการปลูกผมในระดับนานาชาติ เพื้อพัฒนาการปลูกผมให้มีมาตรฐานที่ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น และตอบโจทย์ชีวิตของคนไข้ได้มากขึ้น
หากคุณสนใจที่จะปลูกผม หรือมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพเส้นผม และหนังศีรษะสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่:
📞 094-441-4965
📩 Line: @beq_haircenter
Click: http://line.me/ti/p/@beq_haircenter
Facebook: BEQ Hair Center
Instagram: beqhaircenter_dr.danai
Youtube: BEQ Hair Center
TIKTOK: beq_hair_center










