ในยุคที่ “การปลูกผม” เป็นศัลยกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่มักจะมีข้อจำกัดในการเข้ารับการปลูกผมอยู่ นั่นก็คือ ผู้ป่วย HIV 

ทำไมบางคลินิกถึง “ปฏิเสธ” ที่จะปลูกผมให้กับผู้ป่วย HIV ?

เราเชื่อว่าคงไม่มีคลินิกไหนที่อยากปฏิเสธการปลูกผมให้กับคนไข้ แต่เนื่องด้วยอาจจะยัง ขาดเครื่องมือที่เหมาะกับเคสกลุ่มนี้ หรือยังไม่มีมาตรการความปลอดภัย หรือทักษะในการดูแลเคส HIV และนี่คือช่องว่างในระบบการให้บริการที่เราต้องการแก้ไข เพื่อที่จะให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการปลูกผมได้อย่างเท่าเทียมกัน

ผู้ติดเชื้อ HIV สามารถปลูกผมได้ไหม ?

ในปัจจุบัน HIV ไม่ได้น่ากลัวแบบที่หลายคนเข้าใจเหมือนในอดีตอีกต่อไป ด้วยการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้ติดเชื้อสามารถอยู่ในภาวะควบคุมเชื้อ (Undetectable) และมีภูมิคุ้มกันดีพอที่จะดำเนินชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป

อย่างไรก็ตาม การทำศัลยกรรมที่ต้องมีการสร้างบาดแผลเล็ก ๆ บนหนังศีรษะ เช่น การปลูกผม จะต้องให้ความสำคัญกับเรื่อง ความปลอดภัยสูงสุด ทั้งของคนไข้และทีมแพทย์ ทาง BEQ Hair Center จึงพัฒนาโปรแกรมการปลูกผมที่เหมาะกับผู้ป่วย HIV โดยเฉพาะ นั่นก็คือโปรแกรม “DHIv

“DHIv” คืออะไร? ทำไมถึงเหมาะกับผู้ติดเชื้อ HIV 

DHIv เป็นโปรแกรมปลูกผมที่พัฒนาต่อยอดจากโปรแกรม DHI (Direct Hair Implantation) แต่ยกระดับความปลอดภัยขึ้นทุกขั้นตอน เพื่อรองรับผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง เช่น

  • ผู้ป่วย HIV
  • ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบี
  • ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี
  • ผู้ป่วยโรคเลือด
  • ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีภาวะติดเชื้อง่าย

ซึ่งกระบวนการ และอุปกรณ์ที่ใช้กับโปรแกรม DHIv จะมีการออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยสูงสุด โดย จะมีเลือดไหลน้อยกว่าโปรแกรม DHI ปกติถึง 85% และใช้เวลาในการปลูกผมน้อยลงกว่าเดิมมากถึง 40% เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อ 

จุดเด่นของโปรแกรมปลูกผม “DHIv” ที่ออกแบบเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

หัวเจาะขนาดเล็กลงกว่าเดิม 30% ลดเลือดออก ลดการอักเสบ

หัวเจาะของ DHIv ถูกออกแบบมาให้มีขนาดเล็กกว่าหัวเจาะ DHI แบบทั่วไปถึง 30% และเล็กกว่าหัวเจาะ FUE มากกว่า 1 เท่าตัว

ข้อดีของการใช้หัวเจาะขนาดเล็กก็คือ:

  • เสียเลือดน้อยลง ช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน
  • บาดแผลเล็กลง ช่วยลดการอักเสบ
  • แผลสมานตัวเร็ว ลดโอกาสติดเชื้อ
  • ฟื้นตัวได้ง่าย แม้มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าคนทั่วไป

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วย HIV ควรเลือกโปรแกรมที่มีความแม่นยำสูง และมีบาดแผลเล็กที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

น้ำยาแช่กราฟต์สูตรพิเศษ

กราฟต์ผมของผู้ป่วย HIV ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพราะระบบภูมิคุ้มกันอาจตอบสนองต่อบาดแผลได้ช้ากว่าปกติ

โปรแกรม DHIv จึงใช้น้ำยาแช่กราฟต์สูตรพิเศษที่จะช่วยให้:

  • รากผมแข็งแรงขึ้น
  • ลดการแห้งของกราฟต์ผม
  • เพิ่มอัตราการอยู่รอด
  • ทำให้ผลลัพธ์หนาแน่นกว่าเดิม

และนอกจากนี้ยังใช้น้ำยาสมานแผลสูตรเฉพาะ ที่ทำให้แผลหายไวขึ้น 1 เท่าตัว

เพราะถ้าหากแผลหายไวขึ้นก็จะมีส่วนช่วยในการลดการอักเสบ และลดโอกาสติดเชื้อในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำได้

ใช้อุปกรณ์ใหม่ทั้งหมดสำหรับคนไข้ทุกคน

อุปกรณ์ทุกอย่างที่ใช้กับโปรแกรม DHIv จะเป็นของใหม่ทั้งหมดที่รวมไปถึงภาชนะ และอุปกรณ์อื่น ๆ อีกด้วย ซึ่งมากกว่าการเปลี่ยนใหม่แค่หัวเจาะกราฟต์ หรือปากกา DHI implanter

ผู้ป่วย HIV แบบไหนที่สามารถ “ปลูกผมได้” ? 

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของตัวคนไข้ แพทย์จะประเมินตามเงื่อนไขหลักดังนี้

1. ค่า CD4 มากกว่า 350 ขึ้นไป

บ่งบอกว่าภูมิคุ้มกันอยู่ในเกณฑ์ดีเพียงพอ

2. ค่า Viral load (VL) ต่ำ

การควบคุมเชื้อ HIV ให้ตรวจไม่พบ (Undetectable) ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนหลังทำได้

3. ผลเลือดล่าสุดไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

เช่น ภาวะเกล็ดเลือดต่ำผิดปกติ, การติดเชื้อรุนแรง หรือความผิดปกติของตับ/ไต

4. ผ่านการประเมินโดยแพทย์ปลูกผมครบทุกขั้นตอน

เพื่อวิเคราะห์การตอบสนอง การฟื้นตัว และความเหมาะสมของโปรแกรมที่จะใช้

ผู้ป่วย HIV สามารถปลูกผมได้อย่างปลอดภัย และมีผลลัพธ์ที่สวยงามได้ หากเลือกโปรแกรมที่ถูกต้อง

ที่ BEQ Hair Center เราตระหนักได้ว่า ไม่ควรมีใครต้องถูกจำกัดสิทธิในการปลูกผม เพื่อเติมเต็มความมั่นใจของตนเอง โดยเฉพาะกับผู้ป่วย HIV เราจึงได้พัฒนาโปรแกรม DHIv ขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนสามารถปลูกผมได้อย่างปลอดภัย และได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด

หากคุณเป็นคนที่เคยค้นหาคำว่า “มีเชื้อ HIV ปลูกผมที่ไหนดี?”, “ปลูกผมสำหรับผู้ป่วย HIV”, “เป็น HIV ปลูกผมได้ไหม?” เราหวังว่าคุณจะได้พบกับคำตอบเหล่านั้น ในบทความนี้เรียบร้อยแล้วนะครับ

📞  094-441-4965

📩 Line: @beq_haircenter

Click: http://line.me/ti/p/@beq_haircenter

Facebook: BEQ Hair Center 

Instagram: beqhaircenter_dr.danai

Youtube: BEQ Hair Center

TIKTOK: beq_hair_center

Youtube video