สาเหตุที่ผู้ชายหลายคนไม่กล้ากินยาปลูกผม ถึงแม้จะมีปัญหาผมร่วง ผมบางจากกรรมพันธุ์ ก็เพราะว่ามักเคยได้ยินคำเตือนว่า ระวังกินยาปลูกผมแล้วไม่แข็งตัว, หมดอารมณ์ทางเพศ หรือเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
คำพูดเหล่านี้ทำให้ผู้ชายจำนวนไม่น้อยลังเลที่จะเริ่มรักษา แต่การกินยาปลูกผมทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศจริงหรือป่าว? แล้วทำไมยังมีผู้ชายหลายคนที่ยอมกินยา? ทุกข้อสงสัย ในบทความนี้มีคำตอบครับ
ยาปลูกผมมีกี่ชนิด?
ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับ คำว่า “ยาปลูกผม” ที่คนใช้ทั่ว ๆ ไป จริง ๆ แล้วจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
1. Minoxidil
Minoxidil เป็นยาที่ช่วยกระตุ้นวงจรการเจริญเติบโตของเส้นผม โดยช่วยให้เส้นผมอยู่ในระยะเจริญเติบโตได้นานขึ้น และช่วยเพิ่มขนาดของส้นผมที่กำลังเส้นเล็กลงเรื่อย ๆ ส่งผลให้
- ผมร่วงลดลง
- เส้นผมหนาขึ้น และความหนาแน่นของเส้นผมเพิ่มขึ้น
ซึ่งยา Minoxidil จะมีทั้งแบบทาเฉพาะจุด และแบบรับประทานครับ
2. Finasteride
Finasteride เป็นยาที่ใช้รักษา ผมบางจากกรรมพันธุ์ โดยออกฤทธิ์ลดระดับฮอร์โมน DHT ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญหลักของการทำลายรากผม
และยาตัวนี้เองที่มักถูกพูดถึงเรื่อง ผลข้างเคียงทางเพศ

Finasteride ทำงานอย่างไร?
Finasteride จะออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ 5-alpha reductase ซึ่งเป็นตัวที่เปลี่ยนฮอร์โมน Testosterone เปลี่ยนเป็น Dihydrotestosterone (DHT)
เมื่อระดับ DHT ลดลง
- การทำลายรากผมลดลง
- ผมร่วงช้าลง
- เส้นผม หรือรากผมได้มีเวลาฟื้นฟูและเติบโต
ซึ่งยา Finasteride ถือเป็นหนึ่งในยามาตรฐานที่ใช้รักษาผมบางจากกรรมพันธุ์ในระดับสากล
ทำไม Finasteride จึงอาจส่งผลต่อสมรรถภาพทางเพศ?
ในปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยไหนยืนยันได้ว่าการทานยา Finasteride มีผลต่อสมรรถภาพทางเพศโดยตรง
เนื่องจากทางทฤษฎีตัวยาไม่ได้มีผลกระทบต่อฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) แต่เป็นการไปยับยั้งไม่ให้เปลี่ยนเป็นฮอร์โมน DHT
แต่ในขณะเดียวกันจากงานวิจัยแบบสุ่มควบคุม พบว่าผลข้างเคียงดังกล่าวเกิดขึ้นประมาณ 2–4% ของผู้ใช้ยา อาการที่อาจพบ ได้แก่
- ความต้องการทางเพศลดลง
- การแข็งตัวของอวัยวะเพศลดลง
- ปริมาณน้ำอสุจิลดลง

กิน Finasteride แล้วเสื่อมสมรรถภาพ ต้องหยุดยาทันทีหรือไม่?
หากทานยา Finasteride แล้วพบอาการผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นอาการใดก็ตาม ไม่ควรหยุดยาเอง แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และปัญหาที่ถูกต้อง
นี่คือเหตุผลที่คุณควรปรึกษาแพทย์ตั้งแต่ก่อนใช้ยา เพื่อที่จะสามารถติดตามอาการ หรือความเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ก่อนใช้ยา
เพราะภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศเกิดได้จากหลายสาเหตุ แพทย์จำเป็นต้องประเมินสาเหตุอื่นร่วมด้วย เช่น
- อายุที่เพิ่มขึ้น
- โรคประจำตัว
- ฮอร์โมนผิดปกติ
- ความเครียด
- การพักผ่อนไม่เพียงพอ
- ภาวะซึมเศร้า
- ยาชนิดอื่นที่ใช้อยู่
หลายครั้งเมื่อแก้ไขจากปัจจัยเหล่านี้ อาการก็สามารถดีขึ้นได้
หากเป็นผลข้างเคียงจาก Finasteride มีทางเลือกอะไรบ้าง?
หากแพทย์ประเมินแล้วว่าอาการอาจเกี่ยวข้องกับยา Finasteride ก็สามารถปรับแผนการรักษาได้หลายวิธี
ตัวอย่างเช่น
- ลดความถี่ในการรับประทานยา
- เปลี่ยนไปใช้ Finasteride แบบทา
และในปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาหลายรูปแบบ เช่น ยา Minoxidil, Low-level Light Therapy (LLLT), การรักษาด้วย PRP รวมถึงการรักษาอื่น ๆ ที่แพทย์อาจพิจารณาตามสาเหตุและความรุนแรงของผมร่วง
อย่างไรก็ตาม การรักษาแต่ละวิธีมีกลไกและประสิทธิภาพแตกต่างกัน และบางวิธีอาจเหมาะกับผู้ป่วยในบางกลุ่ม
ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ ต้องประเมินก่อนว่าอาการผมร่วง ผมบางเกิดจากสาเหตุอะไร แล้วจึงเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคน
หยุด Finasteride แล้วสมรรถภาพทางเพศจะกลับมาไหม?
หากสาเหตุการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศมาจากการใช้ยาจริงๆ โดยทั่วไป ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะดีขึ้นหลังหยุดยา เนื่องจาก Finasteride จะมีฤทธิ์อยู่ในร่างกายเราประมาณ 5–7 ชั่วโมง และจะกลับมาสู่ภาวะปกติได้ภายใน 1 – 4 สัปดาห์

สรุป
สำหรับผู้ที่มี ผมบางจากกรรมพันธุ์ ยา Finasteride ยังคงเป็นยามาตรฐานที่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับว่าช่วยชะลอการหลุดร่วงของเส้นผมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แม้ว่าจะมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงด้านสมรรถภาพทางเพศ แต่พบได้ค่อนข้างน้อย และส่วนใหญ่สามารถจัดการหรือปรับแผนการรักษาได้ภายใต้การดูแลของแพทย์
แต่สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรซื้อยารับประทานเองหรือหยุดยาเอง หากมีความผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมที่สุด
FAQ คำถามที่พบบ่อย
- กิน Finasteride นานแค่ไหนจึงเห็นผล?
การกินยา Finasteride เพื่อรักษาผมร่วง ผมบางจากกรรมพันธุ์ จะเริ่มเห็นผลเบื้องต้น ประมาณ 3–6 เดือน และจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้นเมื่อกินต่อเนื่องนานเกิน 12 เดือนขึ้นไป อย่างไรก็ตามผลลัพธ์จากการใช้ยาจะแตกตามกันในแต่ละบุคคล
- หยุด Finasteride แล้วผมจะร่วงอีกไหม?
การกินยา Finasteride เป็นการชะลอไม่ให้ฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) เปลี่ยนไปเป็นฮอร์โมน DHT ซึ่งเป็นสาเหตุของผมร่วงจากกรรมพันธุ์
เมื่อมีการหยุดใช้ยา ภาวะผมร่วงจากกรรมพันธุ์ก็จะกลับมาดำเนินตามปกติ ทำให้กลับมาผมร่วงได้อีกในอนาคต
- Finasteride แบบทากับแบบกิน ต่างกันอย่างไร?
Finasteride แบบกินที่ใช้รักษาผมร่วงจากกรรมพันธุ์ โดยทั่วไปใช้ขนาด 1 มิลลิกรัมต่อวัน โดยยาจะออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ 5-alpha reductase และลดระดับ DHT ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดผมร่วงจากกรรมพันธุ์
ส่วน Finasteride แบบทา จะใช้บนบริเวณหนังศีรษะโดยตรง โดยมีเป้าหมายเพื่อลด DHT บริเวณหนังศีรษะ และโดยทั่วไปมีการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดน้อยกว่าการรับประทาน จึงอาจช่วยลดการได้รับยาเข้าสู่ร่างกายและอาจลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงบางอย่างได้
อย่างไรก็ตาม แบบทาก็สามารถเข้าสู่กระแสเลือดและลด DHT ในร่างกายได้ ดังนั้นจึงไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผลข้างเคียงเลย
ในแง่ประสิทธิภาพ ทั้งแบบกินและแบบทาสามารถช่วยรักษาผมร่วงจากกรรมพันธุ์ได้ แต่ รูปแบบการใช้ยาและระดับการได้รับยาเข้าสู่ร่างกายแตกต่างกัน การเลือกใช้จึงควรพิจารณาตามแต่ละบุคคล
หากคุณสนใจที่จะปลูกผม หรือมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพเส้นผม และหนังศีรษะสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่:
📞 094-441-4965
📩 Line: @beq_haircenter
Click: http://line.me/ti/p/@beq_haircenter
Facebook: BEQ Hair Center
Instagram: beqhaircenter_dr.danai
Youtube: BEQ Hair Center
TIKTOK: beq_hair_center










