ในยุคที่การแข่งขันสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงก็รวดเร็วขึ้น ทำให้คนต้องเร่งพัฒนาตัวเอง และการหารายได้ทางเดียวอาจไม่เพียงพอ
แต่หลายๆคนก็พูดเป็นเสียเดียวกันว่าทำแบบนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะ “ไม่มีเวลา” และ “ยังไม่พร้อม”
บทความนี้เราจะพาคุณไปเจาะลึกบทสัมภาษณ์ของ ดร.ตรีมินทร์ เกษมวิรัติพงศ์ ที่สะท้อนให้เห็นว่า Mindset คือรากฐานของทุกการเปลี่ยนแปลง
เพราะถ้าวิธีคิดไม่เปลี่ยน ต่อให้มีโอกาสมากแค่ไหน ชีวิตคุณก็ยังอยู่ที่เดิม
Mindset เปลี่ยน ชีวิตก็เปลี่ยน จุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่แท้จริง
เรื่องราวชีวิตของโค้ชมอส นอกจากเขาจะเป็นวิทยากรแล้ว ยังประกอบอาชีพเป็น เจ้าของธุรกิจ, นักร้อง, ผู้จัดรายการวิทยุ และล่าสุดยังมีหนังสือเป็นของตัวเอง อย่างหนังสือที่ชื่อว่า “รู้เท่านี้ สุขทันที 10 เท่า”
ไม่น่าเชื่อว่าในชีวิตของผู้ชายหนึ่งคนจะสามารถทำอะไรหลายอย่างไปพร้อมๆกันได้มากขนาดนี้
โค้ชมอสบอกกับเราว่า “เวลาที่หลายคนมักพูดว่าตัวเอง “ไม่มีเวลา” แต่ความจริงคือทุกคนมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน ความต่างอยู่ที่ Mindset ว่าเราจะบริหารเวลาตัวเองยังไง? จะใช้ไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น หรือใช้ไปกับการพัฒนาตัวเอง”
การที่คุณมี MIndset ในการจัดการที่ดีคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณสามารถแตกต่างจากคนอื่นได้
ถ้าอยากเปลี่ยนชีวิตจริงๆ อยากพัฒนาตัวเองจริงๆ ก็ต้องเริ่มเปลี่ยนที่ “Mindset” และจากประสบการณ์ของโค้ชมอสบอกว่าคนที่ไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้ ก็มีแค่คนที่ไม่เปิดใจที่จะเปลี่ยนแปลง
ศักยภาพจะไม่ถูกปลดล็อก ถ้าคุณยังไม่ “เปิดใจ”
โค้ชมอสบอกว่าสิ่งที่ยากที่สุดในการพัฒนาคน ไม่ใช่เรื่องของความรู้ แต่คือ…“เขาไม่พร้อมที่จะเปลี่ยน”
“ความยากที่สุดคือเขายังอยากอยู่ที่เดิม เขาไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ถ้าเขาไม่ยอมเปลี่ยนแปลงแต่เขาเข้ามาเรียน สิ่งที่ยากคือเราจะเข้าใจเขาให้ลึกซึ้งที่สุดได้ยังไงว่าเขากำลังเผชิญอะไรอยู่ เราจะช่วยเขาได้ยังไง ถ้าเขาเปิดใจ เขาไว้ใจเรา มันถึงจะเข้าถึงเขาได้”
ด้วยเหตุผลนี้การเปิดใจจึงเป็นจุดเริ่มต้นของทุกการเติบโต เมื่อเปิดใจ คุณจะรับฟังมากขึ้น เข้าใจมากขึ้น ก็พัฒนาไปสู่ความสำเร็จได้ ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไรก็ตาม
ความสำเร็จในการทำงาน คือการเป็น “มืออาชีพ”
โค้ชมอสให้มุมมองว่า คนที่จะประสบความสำเร็จได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกิจการ หรือผู้บริหารเท่านั้น แต่พนักงานธรรมดาก็สามารถพัฒนาตัวเองไปสู่ความสำเร็จได้
แต่ต้องเป็นคนที่อยากช่วยให้องค์กรสำเร็จ พูดง่าย ๆ คือเป็นพนักงานมืออาชีพ
“ส่วนใหญ่คนทั่วไปที่ทำงาน ก็คิดอย่างเดียวว่าขอให้ได้งานก่อน แล้วเดี๋ยวองค์กรว่าไงก็ว่าตามกัน นั่นคือคนทำงานทั่วๆไป แต่คุณไม่เข้าใจงานของตัวเอง ว่าวันนี้เขาจ้างเรามาเนี่ย เขาคาดหวังอะไรจากเรา”
“ส่วนพนักงานมืออาชีพจะแตกต่าง เขาคือคนทีเข้ามาแล้วอยากช่วยองค์กรให้ประสบความสำเร็จในทิศทางที่องค์กรตั้งใจเอาไว้ครับ คนๆ นั้นอะเรียกว่าลูกน้องมืออาชีพ”
นี่คือ Mindset ที่สร้างความแตกต่างระหว่าง “คนทำงานทั่วไป” กับ “มืออาชีพ” แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถทำกันได้ง่าย ๆ เพราะในปัจจุบันเป้าหมายของหลาย ๆ คน คือการตามหาคำว่า Work-Life Balance
ในการทำงาน Work-Life Balance อาจไม่มีจริง
แนวคิดที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของโค้ชมอสที่สวนทางกับเทรนด์ในปัจจุบัน ก็คือ “Work-Life Balance ไม่มีอยู่จริง”
“คุณต้องเข้าใจก่อนว่างานกับชีวิตของเราอะมันคู่กัน คนเรามันเกิดมาไม่มีงานไม่ได้ ทุกชีวิตต้องมีอาชีพ”
“ผมเคยคุยงานกับเพื่อนตอน 4-5 ทุ่มนะ เพื่อนถามว่า “เฮ้ยเราทำงานหนักไปเปล่า?” ผมถามกลับว่า “แล้วมีความสุขไหม? สนุกไหมตอนที่เราคุยกันเนี่ย?” เพื่อนบอก “เออก็สนุก” จบ It’s not about time นะ แต่มันเกี่ยวกับเอเนอร์จีที่เราใส่ไปในงานมากกว่าว่าเราสนุกไหม ตราบใดที่เรายังมีมีความสุขกับมันก็ทำไป แต่แค่ดูลิมิตของสุขภาพ”
“เพราะงั้นจริงๆ คำว่า Work-Life Balance มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เราทำงาน แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือเปล่า ถ้ายังมีความสุขในการทำงาน แฮปปี้ มันก็คือสิ่งที่ตอบสนองความต้องการของเราแบบหนึ่งแล้ว จะมีแต่คนที่ไม่มีความสุขกับการทำงานที่จะเรียกหา Work-Life Balance”
มุมมองนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงว่า ถ้าคุณอยากที่จะพัฒนาขึ้น อยากแซงหน้าคนอื่น คุณก็ต้องลงมือทำให้มากกว่าคนอื่น ไม่มีทางที่คุณจะใช้ชีวิตเหมือนเดิม แล้วชีวิตคุณจะดีขึ้นได้

เป็นพนักงานบริษัทก็ประสบความสำเร็จได้ ?
เคล็ดลับของความสำเร็จสำหรับพนักงานบริษัท ก็คือการไม่หยุดพัฒนา และในมุมมองของโค้ชมอส การเป็นพนักงานบริษัทก็สามารถพัฒนาตัวเองได้ง่าย ๆ แถมไม่ต้องรับความเสี่ยงอีกด้วย
“พนักงานบริษัทเนี่ย ผมถือว่าโชคดีที่สุด แล้วก็ง่ายที่สุดในการพัฒนาตัวเอง คุณแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย คุณแค่บอกหัวหน้างานของคุณว่าคุณอยากทำอะไรที่มันท้าทายขึ้น ที่มันจะตอบโจทย์องค์กร”
“คุณลองเข้าไปช่วยงานเขา เข้าไปรับงานที่ท้าทายขึ้น ทำงานยากขึ้นเรื่อยๆ คุณก็เก่งขึ้นแล้ว แล้วก็เป็นการทดลองที่โคตรจะสบายอะ เพราะว่าคุณไม่ต้องเสียเงิน คุณไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน มันค่อยๆ เรียนรู้ได้ แล้วมีพี่เลี้ยงเป็นหัวหน้าด้วย”
“ซึ่งถ้าเกิดคุณทำงานได้ดี แล้วคุณก็เก่งขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวโบนัสมา ตำแหน่งใหม่ๆ ก็จะมา ถ้าองค์กรเขาขยายงาน เขาขยายตำแหน่งเขาก็ต้องคิดถึงคุณเป็นคนแรก ถูกป่ะ? นี่คือความสำเร็จในการทำงาน ที่เราจะเติบโตขึ้นได้เรื่อยๆ”
ความมั่นใจ คือกุญแจสำคัญที่หลายคนมองข้าม
นอกจาก Mindset แล้ว อีกสิ่งที่ส่งผลต่อความสำเร็จอย่างชัดเจนคือ “ความมั่นใจ” และความมั่นใจไม่ได้มาจากแค่ความคิด แต่มาจาก “ภาพลักษณ์” ด้วยซึ่งก็เป็นอีกกุญแจสำคัญที่ทำให้โค้ชมอสประสบความสำเร็จ
“ในฐานะที่ผมทำงานเป็นวิทยากรอะ เรื่องแรกที่สำคัญคือคอนเทนต์ต้องแน่น คอนเทนต์ต้องเป๊ะ ส่วนเรื่องต่อมาก็คือตัวเองครับ การลงทุนกับตัวเอง”
“ลงทุนตัวเองก็เช่น ดูแลผิวหน้า ดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย การกิน การอยู่ การใช้ชีวิต แล้วก็ปลูกผม…ต้องบอกว่าถ้าวันนี้ผมไม่ปลูกผมนะ ผมก็จะเป็นคนที่ดูแก่กว่าวัย”
“ผมคิดถึงคนที่เจอหน้าผม เขาต้องมาอยู่กับเรา มาเจอโค้ช 8 ชั่วโมงหรือ 2 วันอะ 16 ชั่วโมง อะคุณลองจินตนาการ ถ้าเกิดโค้ชเราคนหนึ่งนะ หัวล้าน ริ้วเต็มเลย สิวเต็มหน้าดำ แล้วมาสอนเราอะ เราก็อาจจะแบบ อะเขาเก่งอะ แต่เราก็อาจจะแบบไม่อยากมองหน้าอะ ตามหลักการของภาพลักษณ์เนาะ เขาบอกคนเรามันตัดสินกันแค่ 7 วินาทีเอง อะ ถูกป่ะ?”
เมื่อเรามีความมั่นใจในตัวเอง สิ่งที่จะตามมาก็คือแรงผลักดันในการพัฒนาตัวเอง และพร้อมมองหาโอกาสใหม่ๆ

เส้นผมไม่ได้สร้างแค่ความมั่นใจ แต่สร้างความน่าเชื่อถือ
การมีทรงผมที่ดูดีไม่ได้สร้างแค่ความมั่นใจเท่านั้น ยังสร้าง “ความน่าเชื่อถือ” ได้อีกด้วย First Impression ที่ดี เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ๆให้กับคุณได้
“ลองคิดดูนะ สมมติเราแต่งตัวแบบธรรมดา เขาก็มองแบบหนึ่ง แต่ถ้าแต่งตัวดีหน่อยเขาก็มองอีกแบบหนึ่ง งั้นความน่าเชื่อถือมันเกิดตั้งแต่ First impression”
“วันนี้ถ้าคุณเป็นผู้บริหาร คุณอยากดูดีไหมอะ? เวลาคุณขึ้นพูดต่อหน้าองค์กรเนี่ย คุณอยากให้พนักงานมองคุณแบบไหน? ทุกอาชีพมันต้องการบุคลิกภาพที่ดีทั้งนั้นครับ ความน่าเชื่อถือ การน่ามอง ไปติดต่องานใครเขาก็อยากดูอะ พี่ไปเซ็นสัญญากับบริษัทใหญ่ๆ พี่อยากผมกระเซิงไปไหม? มีผมมันก็ดีกว่า”
“แล้วการพัฒนาตัวเองมันก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผมเรียกว่าการลงทุน ผมเข้าใจเพราะผู้ชายบางคนการที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง กลัวว่าเดี๋ยวคนอื่นทักว่าทำไมเธอมาสำอางจัง แต่ผมว่าก้าวข้ามไปเลยครับ ทำมันให้ดีแล้วผมว่าคนรอบข้างจะแฮปปี้มากกว่า“

“ผมบอกจากประสบการณ์ของคนที่ปลูกผม พูดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ามันดีขึ้นจริงๆ ครับ มั่นใจมากขึ้นมากๆ ครับ พอเรามั่นใจ การทำงาน การประสานงาน การพูดคุยกับคนทั่วไป มันก็ส่งผลกับผลงานของเรา”
“ลองหันกลับมาดูแลตัวเองครับ ไม่ว่าจะเป็นผม การแต่งตัว การกิน การที่อ่านหนังสือดีๆ มีทัศนคติที่ดี ผมว่ามันช่วยได้หมดเลย”
“พอข้างในเราแข็งแรง มีพลังงานดีๆ ในตัวเองอะ เราก็จะส่งต่อให้คนอื่นได้ด้วย ครอบครัวคนรอบตัวเราก็มีความสุขไปด้วยครับ”
สรุป
ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากสิ่งที่คุณมี แต่เกิดจาก “วิธีที่คุณมองและลงมือกับชีวิตตัวเอง”
- ถ้าคุณยังคิดว่า “ไม่มีเวลา” คุณก็จะไม่ได้เริ่ม
- ถ้าคุณยังไม่เปิดใจ คุณก็จะไม่เปลี่ยน
- ถ้าคุณยังไม่พัฒนาตัวเอง คุณก็จะอยู่ที่เดิม
แต่ในทางกลับกัน ถ้าคุณเริ่มเปลี่ยน Mindset กล้าลองสิ่งใหม่ พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
ศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณ จะค่อย ๆ ถูกปลดล็อกออกมาทีละนิด และนำพาคุณไปสู่ความสำเร็จได้อย่างแน่นอน
ถ้าหากคุณอยากจะเพิ่มความมั่นใจให้กับตนเองด้วยการปลูกผม ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่:
📞 094-441-4965
📩 Line: @beq_haircenter
Click: http://line.me/ti/p/@beq_haircenter
Facebook: BEQ Hair Center
Instagram: beqhaircenter_dr.danai
Youtube: BEQ Hair Center
TIKTOK: beq_hair_center

