แม้โลกของเราจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน แต่ “เส้นผม” ก็ยังคงเป็นสิ่งที่มนุษย์ให้ความสำคัญมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความงาม สุขอนามัย หรือสถานะทางสังคม
จุดเริ่มต้นของการดูแลเส้นผม
ก่อนที่จะมีแชมพู หรือทรีตเมนต์อย่างทุกวันนี้ หลายอารยธรรมทั่วโลกต่างก็มีวิธีการดูแลเส้นผม
และหนังศีรษะในแบบของตัวเอง และบางวิธีก็ยังสืบทอดมานานนับพันปี จนกลายเป็นฐานความรู้ของศาสตร์ด้านการดูแลเส้นผมในปัจจุบัน
บทความนี้ผมจะพาทุกคนเดินทางย้อนเวลา กลับไปสำรวจ “ประวัติศาสตร์การดูแลเส้นผม” จากยุคโบราณของหลาย ๆ ที่ ไปจนถึงภูมิปัญญาไทยที่ยังสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ครับ

ยุคกรีกโบราณ: รากเหง้าของการบำรุงเส้นผมด้วยน้ำมันธรรมชาติ
เริ่มจากยุคกรีกโบราณกันก่อนเลยครับ ในยุคสมัยนั้นผู้คนจะนิยมไว้ผมยาวกันเยอะมาก เพราะการไว้ผมยาวแสดงได้ถึงความร่ำรวย และสถานะทางสังคมที่สูงส่ง โดยเราจะสังเกตเห็นได้จากภาพจิตรกรรม และประติมากรรมในยุคสมัยนั้นที่คนส่วนใหญ่จะมีผมยาวสลวยกันเกือบทุกคน
แต่พอยิ่งไว้ผมยาว การดูแลเส้นผมก็ยิ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญกันมากขึ้น พวกเขาจึงเริ่มหาวิธีการในการดูแลเส้นผม และถือเป็นโชคดีที่ในบริเวณที่พวกเขาอาศัยอยู่ เป็นพื้นที่ที่มีต้นมะกอกอยู่เป็นจำนวนมาก โดยมีตำนานเล่าว่า “ต้นมะกอกต้นแรก” ได้กำเนิดขึ้นจากการแข่งขันแย่งชิงตำแหน่งผู้อารักขาเมืองเอเธนส์ ระหว่างเทพีอะธีนา (Athena) และโพไซดอน (Poseidon) โดยกติกาก็คือให้ทั้งคู่แข่งกันมอบของขวัญให้แก่ชาวเมืองเอเธนส์ และให้ชาวเมืองตัดสินว่าใครควรได้รับตำแหน่งผู้อารักขาเมืองไปครอง
แน่นอนว่าผู้ชนะก็คือเทพีอะธีนา เพราะสิ่งที่เธอมอบให้แก่ชาวเมืองก็คือเมล็ดพันธุ์ของต้นมะกอก ซึ่งประโยชน์ของต้นมะกอกนั้นมีหลากหลายมาก เช่น สามารถใช้ผลของมันเป็นอาหาร, ใช้มาสกัดเป็นน้ำมัน และกิ่งก้านของมันก็เป็นฟืนในการจุดไฟได้ และนี่คือเหตุผลที่ชาวเมืองตัดสินใจให้เทพีอะธีนาเป็นผู้ชนะนั่นเองครับ
พอมาถึงในยุคกรีกโบราณพวกเขาเลยเริ่มนำผลมะกอกที่แก่จัด ๆ มาสกัดทำเป็น “น้ำมันมะกอก” และนำน้ำมันมะกอกที่ได้มาหมักผม ซึ่งจะช่วยให้ผมมีความนุ่ม เงางาม และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเส้นผม และหนังศีรษะได้ ในบางคนก็ยังนิยมนำน้ำมันมะกอกมาผสมกับน้ำผึ้ง เพราะพวกเขาเชื่อว่าจะช่วยให้บำรุงเส้นผมได้ดียิ่งขึ้นด้วยครับ
โดยว่ากันว่า สูตรผมสวยด้วยน้ำมันมะกอกนี้ ได้มาจากผู้หญิงที่สวยมาก ๆ คนนึงในประวัติศาสตร์นั่นก็คือ “พระนางคลีโอพัตรา” แห่งยุคอียิปต์โบราณนั่นเองครับ มีบันทึกว่าพระนางคลีโอพัตราก็บำรุงผมด้วยน้ำมันมะกอกเหมือนกัน แถมยังมีการใช้สลับกับน้ำมันมะพร้าว เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น เงางามให้กับเส้นผมไปอีกครับ
แต่ก็ไม่ใช่ว่าต่อให้เส้นผมไปเจออะไรสกปรกมา ก็จะหมักด้วยน้ำมันมะกอกหมดเลยนะครับ พวกเขาก็มีวิธีการทำความสะอาดเส้นผนก่อนหมักผมเช่นกันครับ
โดยชาวกรีกโบราณจะนิยมสระผมด้วยน้ำสะอาด แต่จะล้างหลาย ๆ รอบ แต่ถ้าบางคนที่เอาจริง เอาจังเรื่องการสระผมหน่อย ก็จะนำขี้เถ้ามาละลายในน้ำสะอาด แล้วก็ใช้สระผม เพราะว่าขี้เถ้าจะล้างสิ่งสกปรก และความมันได้ดีกว่าใช้น้ำเปล่าธรรมดาครับ

จีนโบราณ: การสระผมก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม
ถัดมาเราขยับเข้ามาที่ฝั่งเอเชียกันบ้างนะครับ เริ่มที่วัฒนธรรมของคน “จีนโบราณ” ซึ่งมีเรื่องเล่าว่า ในสมัยราชวงศ์ฮั่นของจีน มีธรรมเนียมให้ข้าราชการได้รับวันหยุดเป็นประจำทุก ๆ ห้าวัน เพื่อให้พวกเขาสามารถเดินทางกลับบ้าน อาบน้ำชำระร่างกาย และสระผมได้อย่างเหมาะสม
ธรรมเนียมนี้สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับสุขอนามัย และศาสนพิธีในยุคนั้น โดยวันหยุดดังกล่าวเป็นที่รู้จักในชื่อว่า “มู่สิ่ว” (沐休) หรือ “วันหยุดสระผม”
จริงๆ แล้วการดูแลเส้นผมของคนยุคนั้นจะมีหลายวิธี และมีรายละเอียดเยอะมาก ๆ แต่ผมขอหยิบยกมาแค่วิธีการที่เด่น ๆ นะครับ
วัตถุดิบอย่างแรกก็คือ “บอระเพ็ด” โดยคนจีนยุคนั้นจะนำบอระเพ็ดไปตากแห้ง และมาต้มในน้ำเดือด จากนั้นก็นำมาบดละเอียด และต้มอีกครั้งรวมกับน้ำตาลทรายแดง เคี่ยวจนข้น และทิ้งไว้ให้แห้ง ก็จะได้เป็น “สบู่บอระเพ็ด” ออกมานั่นเองครับ สบู่จากบอระเพ็ดจะช่วยขจัดความมันบนหนังศีรษะ และยังช่วยทำให้ผมสะอาด เงางามครับ
ต่อมาก็คือ “ขี้เถ้า” ซึ่งจะคล้าย ๆ กับยุคกรีกโบราณที่ผมเล่ามาก่อนหน้านี้เลยครับ พวกเขาจะใช้ขี้เถ้าที่ได้จากการเผาฟาง มาละลายในน้ำ และนำไปสระผม เพื่อช่วยขจัดความมันจากเส้นผม และหนังศีรษะครับ
หรือแม้แต่สูตรเพิ่มความหอมของเส้นผมก็มีนะครับ โดยคนจีนยุคนั้นจะใช้ “ใบชบา” นำมาล้างให้สะอาด แล้วห่อด้วยผ้าบางให้เป็นถุง นำไปแช่ในน้ำอุ่น จากนั้นก็ขยำแรง ๆ และใช้ถุงใบนั้นมาสระผม ทำให้มีกลิ่นหอมจากใบชบา ติดมาที่เส้นผมด้วยครับ
หรือถ้าใครไม่มีบอระเพ็ด หรือใบชบา พวกเขาก็จะใช้ “น้ำซาวข้าว” แทนครับ เพราะน้ำซาวข้าวก็ช่วยทำให้ผมนุ่ม เงางาม สุขภาพดีได้เหมือนกัน
ว่ากันว่าสูตรใช้น้ำซาวข้าวมาสระผม ก็ยังนิยมในญี่ปุ่นยุคเฮอันด้วยนะครับ เพราะผู้หญิงยุคนั้นจะไว้ผมยาวมาก บางคนยาวเกิน 1 เมตร เขาจะนิยมใช้น้ำซาวข้าวมาสระผม เพื่อทำให้ผมเงางามและนุ่มลื่น ถือเป็นมาตรฐานความงามระดับสูงของยุคนั้นเลยล่ะครับ

การดูแลเส้นผมของคนไทยโบราณ:ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาไม่รู้จบ
จนถึงตอนนี้ทุกคนก็คงพอจะทราบกันแล้วใช่ไหมครับ ว่าไม่ว่ามนุษย์จะอยู่ที่ไหน ก็จะพยายามค้นหาวิธีการดูแลเส้นผม และหนังศีรษะในแบบของตัวเอง
แม้แต่ประเทศไทยก็มีการดูแลเส้นผมในแบบของเราเอง และบางวิธีการก็ยังสืบทอดมาถึงปัจจุบัน
วัตถุดิบอย่างแรกก็คือ “ใบหมี่” หรืออีกชื่อก็คือ หมีเหม็น เป็นสมุนไพรในแถบล้านนา และในสมัยนี้ก็จะพบมากในจังหวัดน่าน โดยคนโบราณจะนิยมเอาใบหมี่มาต้ม หรือขยี้ๆ ผสมในน้ำ ทำให้มีกลิ่นหอมออกมา จากนั้นก็นำน้ำที่มีกลิ่นหอมนั้นมาสระผม หรือบางคนจะนิยมเอามาตำผสมกับน้ำซาวข้าว แล้วเอามาหมักผม เขาเชื่อว่าจะช่วยให้ผมนุ่มสวย ลดความคัน ลดการหลุดร่วงของเส้นผมได้ด้วยครับ
ต่อมาก็คือวัตถุดิบที่ทุกคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี นั่นก็คือ “มะกรูด” ในสมัยนั้นจะนิยมนำมะกรูดมาเผาไฟแล้วผ่าครึ่ง จากนั้นก็เอามาขยี้ๆ กับเส้นผม และหนังศีรษะ อีกวิธีก็คือนำมะกรูดที่เผาแล้วมาคั้นกับน้ำ จากนั้นก็ชโลมให้ทั่วหนังศีรษะ โดยมะกรูดจะช่วยขจัดความมัน และทำให้ผมเงางามได้อีกด้วย
หรือจะเป็นการนำ “ดอกอัญชัญ” มาขยี้ในน้ำและชโลมให้ทั่วผม จะทำให้ผมดกดำ และชะลอการหงอกของเส้นผมได้ครับ
ศาสตร์การดูแลเส้นผมยังคงสืบทอดจากอดีต – สู่ปัจจุบัน
เมื่อเรามองย้อนกลับไป จะเห็นเลยว่าสิ่งที่มนุษย์เรามักนำมาใช้ในการดูแลทำความสะอาดเส้นผม และหนังศีรษะ ก็จะมาจากสารสกัดธรรมชาติที่หาได้จากพื้นถิ่นของตัวเอง
จนถึงในยุคปัจจุบันที่มีการคิดค้นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นแชมพู หรือครีมนวดผม ก็จะมีการผสมกับเคมีภัณฑ์ต่างๆ เพื่อทำให้เกิดความสะดวกสบายในการทำความสะอาด เช่น ผสมซัลเฟต เป็นสารลดแรงตึงผิว เพื่อช่วยขจัดคราบไขมันได้ง่ายขึ้น และทำให้เกิดฟองได้ดี หรือการใส่สารในกลุ่มซิลิโคน ที่ทำให้ผมเงางามขึ้น
แต่ก็ไม่ใช่ว่าสารเคมีเหล่านี้จะมีแต่ข้อดีเสมอไปนะครับ ในบางคนอาจจะเกิดอาการแพ้ หรือเกิดการระคายเคืองจากการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้ ดังนั้นคนที่เกิดอาการแพ้ก็ควรเปลี่ยนมาใช้แชมพูสูตรอ่อนโยน มีสารสกัดจากธรรมชาติ

อย่างแชมพู AZZURRI แชมพูสูตรอ่อนโยน ที่เหมาะกับคนแพ้ง่าย เพราะไม่มีส่วมผสมของพาราเบน ซิลิโคน ซัลเฟต มีทั้งแบบเนื้อมูส และเนื้อเจล แล้วยังมีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติถึง 5 ชนิด ได้แก่
- สารสกัดข้าวสีนิลอิตาลี ที่มีสารแอนโทไซยานิน ช่วยให้ผมดกดำ นุ่มสลวยไม่แตกปลาย บำรุงรากผมให้แข็งแรง
- สารสกัดจากผลต้นกระบองเพชรอเมริกา ที่จะช่วยลดความมัน ป้องกันการเกิดสิว และช่วยสมานแผลที่บริเวณหนังศีรษะ
- สารสกัดต้นฮอปส์อเมริกา ช่วยลดการอักเสบ รอยแดง มีวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้เส้นผมแข็งแรง ป้องกันผมร่วง ขจัดรังแค
- สารสกัดต้นพริกละตินอเมริกา ที่ชื่อว่าสารแคปไซซิน (Capsaicin) ช่วยบำรุงรากผม ลดการขาดหลุดร่วง และมีส่วนช่วยในการเพิ่มความยาวของเส้นผมมากกว่าเท่าตัว
- สารสกัดโสมเกาหลี ที่ช่วยกระตุ้นให้เส้นผมงอก บำรุงให้ผมแข็งแรง ลดการหลุดร่วง และช่วยให้ดกดำมากขึ้น
สรุป
จนถึงตอนนี้เราก็ได้รู้แล้วนะครับ ว่ามนุษย์เราให้ความสำคัญกับเส้นผม และหนังศีรษะมาอย่างยาวนาน นับพัน ๆ ปีแล้ว เพราะเส้นผมไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่ปกคลุมหนังศีรษะของเราเท่านั้น แต่เส้นผมยังช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพ สร้างความมั่นใจ และสะท้อนตัวตนของเราได้ด้วยครับ
ถึงแม้เวลาจะผ่านไปกี่พันปี แต่การแสวงหาวิธีดูแลเส้นผมที่ดีที่สุดยังคงดำเนินต่อไปครับ เช่นเดียวกันกับ BEQ Hair Center ที่ไม่เคยหยุดยั้งที่จะพัฒนาศาสตร์การปลูกผม, การดูแลเส้นผม และหนังศีรษะ เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพเส้นผมที่ดี และช่วยเติมเต็มความมั่นใจของทุกคนให้กลับมาอีกครั้งครับ
📞 094-441-4965
📩 Line: @beq_haircenter
Click: http://line.me/ti/p/@beq_haircenter
Facebook: BEQ Hair Center
Instagram: beqhaircenter_dr.danai
Youtube: BEQ Hair CenterTIKTOK: beq_hair_center

